Untitled-2
สินค้าและบริการ
สีทาพื้น

เลือกสีทาพื้นอย่างไรให้ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน: ตั้งแต่โรงรถถึงสนามกีฬา

ทาสีพื้นให้ถูกต้อง ไม่ต้องแก้งานซ้ำ รวมทริคเลือกสีทาพื้นให้เป๊ะ

ใครว่าพื้นแต่ละประเภทจะทาสีแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ต้องรับแรงกดจากรถยนต์ พื้นที่ที่คนเดินเข้าออกตลอดวัน หรือพื้นที่กลางแจ้งที่ต้องเจอแดดฝนตลอดปี สีทาพื้นที่เลือกใช้ต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องฟังก์ชันและสไตล์ หากเลือกผิดแค่รอบเดียวอาจทำให้ต้องซ่อมซ้ำ ย้ำงบไม่รู้จบ


บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจการเลือกสีทาพื้นให้มากขึ้น ตั้งแต่ชนิดของสีที่ควรรู้ ไปจนถึงการเลือกให้เหมาะกับการใช้งานจริง อ่านจบแล้วเลือกสีได้เป๊ะ ไม่ต้องเสี่ยงพื้นลอกก่อนเวลาอันควรแน่นอน


รู้จักประเภทของสีทาพื้นก่อนตัดสินใจ

การรู้ว่ามีสีทาพื้นแบบไหนบ้าง และแต่ละชนิดเหมาะกับการใช้งานแบบใด จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลาและเปลืองงบโดยใช่เหตุ เพราะพื้นแต่ละแบบก็มี ลักษณะที่ต่างกัน การใช้สีที่ตอบโจทย์กับฟังก์ชันจริงๆ จะช่วยให้พื้นของเราอยู่ได้นานและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. สีอีพ็อกซี่ (Epoxy)
    สีอีพ็อกซี่ (Epoxy) คือสีทาพื้นที่เน้นความทนทาน ถึงขนาดที่พื้นโรงงาน พื้นโกดัง หรือแม้แต่พื้นโรงรถที่ต้องรับน้ำหนักรถเข้าออกทุกวันยังเอาอยู่ เนื้อสีจะมีความเงา เรียบเนียน และแนบสนิทกับพื้นผิวแบบไร้รอยต่อ ช่วยให้ทำความสะอาดง่าย ไม่เก็บฝุ่น และทนต่อสารเคมีได้ดี จึงทำให้สีอีพ็อกซี่เป็นตัวเลือกยอดฮิตในวงการอุตสาหกรรม

  2. โพลียูรีเทน (Polyurethane)
    สีโพลียูรีเทนอาจจะไม่แข็งแกร่งเท่าอีพ็อกซี่ แต่สิ่งที่ทำให้โดดเด่นคือความยืดหยุ่น เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องรับแรงกระแทกบ่อยๆ เช่น พื้นสำนักงาน พื้นบ้าน หรือพื้นโรงเรียน สามารถกัน UV ได้ดี ไม่เหลืองง่าย จึงเหมาะกับพื้นที่กลางแจ้งหรือบริเวณที่แสงแดดส่องถึงเป็นประจำ
     
  3. สีอะคริลิก (Acrylic)
    ถ้างานด่วน งานไว งานที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก แนะนำให้เลือกสีอะคริลิก เพราะแห้งไว ทาติดง่าย และใช้งานไม่ยุ่งยาก เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการให้งานเสร็จไวๆ เช่น พื้นบ้านทางเดินระยะสั้น หรือพื้นที่โชว์รูม แต่ข้อจำกัดคือมันไม่ทนต่อแรงกดหรือรอยขีดข่วนมากนัก ถ้าจะใช้กับพื้นที่ที่มีคนเดินหรือใช้งานถี่ๆ อาจต้องเคลือบทับเพิ่ม

  4. สีสำหรับสนามกีฬา
    การทาพื้นสนามกีฬาสิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สีทาพื้นสำหรับสนามจึงถูกออกแบบมาให้กันลื่นและลดแรงกระแทกได้ดี เพื่อช่วยลดการบาดเจ็บเวลาล้ม หรือเปลี่ยนทิศวิ่งกะทันหัน นอกจากนี้ยังมักเป็นสีที่ทนต่อแดด ฝน และรอยขีดข่วนจากการใช้งานหนัก ทำให้พื้นสนามยังดูดีแม้ผ่านการใช้งานมาหนักหน่วงแค่ไหนก็ตาม


เลือกสีทาพื้นยังไงให้เหมาะกับพื้นที่?

เพราะพื้นแต่ละแบบมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน การเลือกสีทาพื้นจึงต้องดูให้ตรงกับการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่เลือกจากสีที่ชอบ เพราะถ้าเลือกผิดนอกจากจะต้องแก้งานใหม่แล้ว สีที่ทาไปก็อาจจะหลุด ลอก หรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร เรามาดูกันดีกว่าว่าพื้นแต่ละแบบควรใช้สีแบบไหนถึงจะตอบโจทย์จริงๆ

  • พื้นโรงรถ
    พื้นโรงรถเป็นพื้นที่ที่เจอทั้งน้ำหนักจากรถ การเสียดสีจากยางรถ และคราบน้ำมันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น สีทาพื้นที่เลือกใช้ควรมีคุณสมบัติที่ทนทานและแน่นสนิทกับผิวพื้น อย่างสีอีพ็อกซี่ เพราะไม่เพียงแค่รับน้ำหนักได้ดี แต่ยังทนต่อคราบน้ำมันและรอยขีดข่วนได้เยี่ยม แถมยังทำความสะอาดง่าย ไม่เก็บฝุ่น

  • พื้นคลังสินค้า
    คลังสินค้า คือพื้นที่ที่รถยกลาก กล่องสินค้า และพาเลตวิ่งผ่านทั้งวัน สีทาพื้นที่นี่จึงต้องแกร่งเป็นพิเศษ และควรทนต่อสารเคมี น้ำมัน หรือของเหลวที่อาจรั่วไหลได้ แนะนำสีอีพ็อกซี่ชนิดหนาพิเศษ หรือลงระบบกันลื่น (Anti-slip) เพิ่ม จะช่วยให้ปลอดภัยขึ้นและคงสภาพได้นาน ไม่หลุดร่อนจากแรงเฉือนหรือการใช้งานหนักๆ

  • พื้นบ้าน/คาเฟ่
    สำหรับพื้นที่ที่เน้นเฉพาะความสวยงาม สีที่ใช้ควรเรียบเนียน เดินแล้วรู้สึกปลอดภัย และดูแลรักษาง่าย โดยส่วนมากจะนิยมใช้สีโพลียูรีเทนที่มีผิวสัมผัสเรียบเนียน ทนรอยขีดข่วน และมีความยืดหยุ่นพอให้รับแรงกระแทกจากของตกหล่นเล็กๆ ได้ดี นอกจากนี้ยังกันความชื้นได้พอสมควร เหมาะกับการใช้งานแบบเบาสบายแต่ยังดูดี

  • สนามกีฬา
    พื้นสนามกีฬา โดยเฉพาะสนามฟุตซอล บาสเกตบอล หรือสนามเด็กเล่น ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะการวิ่ง กระโดด หรือเปลี่ยนทิศแรงๆ เป็นเรื่องปกติ สีทาพื้นสำหรับสนามกีฬาจึงมักจะใช้สูตรพิเศษที่มีคุณสมบัติกันลื่นและดูดซับแรงกระแทกได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของผู้เล่น และยังสามารถเลือกสีให้ตรงกับธีมหรือโลโก้ทีมได้อีกด้วย

  • พื้นกลางแจ้ง
    พื้นที่กลางแจ้งอย่างระเบียง ลานจอดรถ หรือพื้นที่รอบบ้าน ต้องเจอทั้งแดดจ้า ฝนตก และความชื้นทุกช่วงเวลา สีทาพื้นที่ใช้ต้องจึงทน UV ไม่ซีดง่าย และกันน้ำได้ดี อย่างเช่นสีโพลียูรีเทนสูตรกัน UV หรือสีอะคริลิกสำหรับงานภายนอก เพราะยึดเกาะพื้นผิวได้ดี แห้งไว และดูแลรักษาไม่ยาก


ทริคการเตรียมพื้นก่อนลงสี

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ประเภทของสีทาพื้น คือการเตรียมพื้นผิวให้พร้อมก่อนลงมือ ถ้าข้ามขั้นตอนนี้ ต่อให้ใช้สีเกรดพรีเมียมแค่ไหนก็อยู่ไม่ทน หลุดง่าย สีไม่เรียบ หรือไม่ยึดเกาะเลยก็มี เราลองมาดู 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้ามก่อนทาสีกันดีกว่า

  1. เช็กสภาพพื้น
    ก่อนลงสี เราต้องดูให้แน่ใจก่อนว่าพื้นเราโอเคหรือยัง ถ้ามีรอยแตกร้าว มีหลุมบ่อ หรือพื้นไม่เรียบ สีทาพื้นก็จะไม่สม่ำเสมอและอาจลอกออกในเวลาไม่นาน ทางที่ดีควรตรวจสอบว่าพื้นมีฝุ่น ปูนเดิมร่อน หรือมีชั้นเคลือบเก่าไหม ถ้ามีก็ควรขัดหรือลอกออกก่อน หากพื้นขรุขระมากอาจต้องใช้เกรียงปาดโป๊วหรือเทปูนบางๆ ปรับระดับให้เรียบเนียนขึ้นก่อนลงมือ

  2. ทำความสะอาดให้ถึงลึก
    ถ้ามีคราบน้ำมัน คราบไข หรือฝุ่นละเอียดตกค้างอยู่ สีจะเกาะไม่อยู่และลอกออกง่าย แนะนำให้ใช้แปรงแข็งหรือเครื่องขัดร่วมกับน้ำยาทำความสะอาดพื้นแบบเข้มข้นพิเศษ แล้วปล่อยให้พื้นแห้งสนิทก่อนเริ่มทา

  3. ลงไพรเมอร์
    หลายคนข้ามขั้นตอนนี้เพราะคิดว่าเปลืองงบ แต่จริงๆ แล้วการลงไพรเมอร์เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้สีทาพื้นเกาะแน่นขึ้น ทนทานมากขึ้น และยังช่วยลดการดูดซึมของพื้นปูนซึ่งอาจทำให้สีด้านหรือทาเปลืองเกินความจำเป็น

การเลือกสีทาพื้นแต่ละแบบ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะแต่ละพื้นที่ก็มีการใช้งานที่แตกต่างกัน จะพื้นโรงรถที่ต้องทนแรงกด พื้นคลังสินค้าที่เจอเคลื่อนย้ายหนักๆ หรือแม้แต่สนามกีฬาที่ต้องเน้นความปลอดภัย ทุกพื้นต่างก็มีดีเทลเฉพาะตัวที่ต้องใส่ใจ

หากต้องการระบบพื้นคุณภาพที่จบครบในระยะยาว ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง บริษัท แมทท์ เคมมี่ จำกัด ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นพื้นอีพ็อกซี่ พื้น PU สำหรับโรงงาน พื้นลอฟท์ พื้นโรงรถ หรือพื้นคอนกรีตขัดมัน เราพร้อมให้บริการแบบมืออาชีพ ด้วยวัสดุคุณภาพ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยและความทนทาน แถมยังมีสีสะท้อนความร้อนสำหรับพื้นที่ที่ต้องการลดอุณหภูมิด้วย ใครที่กำลังหาข้อมูลเรื่องสีทาพื้น ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือขอคำแนะนำกับทีมงานได้เลยค่ะ

เลือก สีทาพื้น ให้เหมาะกับการใช้งาน ไม่ยากอย่างที่คิด
ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาและเลือกผลิตภัณฑ์ สีทาพื้น
บริษัท แมทท์ เคมมี่ จำกัด
Email : service@mattchemie.com

Facebook: Matt Chemie
LINE ID : @mattchemie
HOTLINE :  02-1363984-86, 093-1966599